“ดนตรีเป็นภาษาของพระเจ้า เรานักดนตรีเป็นผู้ที่อ่านริมฝีปากของพระองค์ เราเท่านั้นที่มีกรรมสิทธิ์

เรานักดนตรีเท่านั้นที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าที่สุดแล้ว”

จากเรื่อง Copying Beethoven

      เคยรู้สึกบ้างไหมว่าบ่อยครั้งที่เราแต่งเพลงได้ มันมักจะมาจากไหนก็ไม่รู้ เหมือนกับว่าเราได้ยินมันในสมองของเราเอง

จริงอยู่มันอาจจะมาจากสมองของเรา สติปัญญาของเรา 

แต่ไม่แปลกใจบ้างเหรอที่เรามักจะรู้สึกถึงมันทั้งๆที่เราไม่ได้คิดเรื่องมันอยู่

เหมือนกับว่าเรายิ่งพยายามแต่งเท่าไร เราก็ยิ่งห่างไกลจากมันเท่านั้น

หรือว่าดนตรีเป็นสิ่งที่่พระเจ้ามอบให้แก่เราจริงๆ

เป็นภาษาของพระเจ้า

ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากสติปัญญาของเราแม้แต่น้อย

แต่เป็นสิ่งที่พระองค์ประทานช่วงเวลาน้อยนิด

ให้เราได้ยิน

ให้เราได้รู้สึก

ให้เราได้เรียนรู้ถึงความงดงามและไพเราะของมัน

เพื่อที่จะถ่ายทอดต่อไป

ยิ่งเราเผยแพร่คำพูดของพระองค์เท่าไร เราคงใกล้สวรรค์เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าประทานพรสวรรค์ให้แต่ละคนแตกต่างกันไป เหล่านี้แหละคือสิ่งที่ทำให้เราควรจะภูมิใจ และรับรู้ถึงคุณค่าของตน

ดีใจที่พระเจ้าให้เกิดมาเป็นนักดนตรี นักรัฐศาสตร์ และจะดีใจมากถ้าพระองค์จะให้เป็นนักกฎหมายต่อไป

และที่ดีใจที่สุด ที่พระเจ้าชี้นำให้เรามาพบกัน  ด้วยภาษาของพระองค์………..

*ทั้งหมดนี่คือการเอาประโยคในภาพยนต์มาขยายความและบวกกับความคิดเห็นผ่านจากประสบการณ์ของตัวเองในการแต่งเพลงเท่านั้นครับ ไม่ได้มีเจตนา บังอาจ คิดว่านักดนตรีนั้นเลิศกว่าอะไรทั้งนั้นครับ

เวลาแทบจะไม่มีเลยวันๆหนึ่ง

หมดไปกับการท่องหนังสือ

หมดไปกับการนอนตามเวลาให้ได้ 8 ชม ต่อวัน

หมดไปกับการออกกำลังกาย

หมดไปกับการทานข้าว

แล้วก็กลับมาหมดไปกับการท่องหนังสืออีกครั้ง

และถ้ายังมีเวลาเหลืออยู่บ้าง ก็จะได้เข้าไปแก้เพลง ใน cocktail 3rd ที่ยังค้างอยู่ในเสร็จ

รู้สึกว่าตัวเอง NERD ขึ้นทุกวัน

แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าชีวิตช่างเป็นระเบียบ

รู้สึกว่าชีวิตช่างมีคุณค่า ตั้งแต่ลืมตา จนกระทั่งหลับตา

รู้สึกว่าเวลาว่างที่แทบจะไม่มีเลยนี่มันสุดยอดจริงๆ  

และรู้สึกว่าเวลาที่เราสองคนได้พบกัน มีค่ายิ่งกว่าครั้งไหนๆ

ดีใจจริงๆ

คิดว่าเพลงมีกี่ประเภทกี่แนวกันครับ มาลองนึกกันดูนะ

หลักๆ ก็มี Art Music · Blues · Electronic · Folk · Heavy metal · Hip hop · Post-industrial · Jazz · Popular music · Reggae · Rock  Etc.

เหล่านี้ยังไม่รวมดนตรีพื้นเมืองของแต่ละประเทศ ดนตรีที่เกี่ยวข้องกับศาสนา และแนวยิบย่อยอีกมากมาย  หากคุณลอง ค้นหาผ่าน wikipedia ด้วยคำว่า  List of

genres of music: คุณจะพบว่าคำตอบที่คุณได้จะถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ตามตัวอักษร แต่ไม่ใช่แค่ A-Z นะครับ มันละเอียดมากไปกว่า

นั้นอีก โดยมีลักษณะในการค้นหาแบบ dictionary

ยกตัวอย่างเช่น Fr

                      อย่างไรก็ตาม เรา(เปลี่ยนสรรพนามเนื่องจาก มันคงเป็นทั้งคุณและผม)จะพบได้ว่าเพลง เพลงหนึ่งนั้นเราไม่สามารถที่จะ

ฟังและตัดสินแทนใครได้ เพราะเรามีหูของเรา เขาก็มีหูของเขา เรามีความชอบของเรา เขาก็มีของเขา  ดังนั้นเมื่อเราต่างคนต่างฟัง

เพลงแทนกันไม่ได้เลย เราก็จะพบว่า แนวดนตรี สามารถที่จะแบ่งง่ายๆ ด้วยหูของเราเองโดยไม่ต้องอาศัยความรู้มากมายทางดนตรี นั่นก็

คือ     “แบบที่เราชอบ กับ แบบที่เราไม่ชอบ ” เท่านั้นเอง (แต่ก่อนผมเคยชอบพูดว่า เพราะ กับ ไม่ เพราะ)

                        ดังนั้นมันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะชอบดนตรีแนวไหน เล่นแนวไหน หรืออย่างไร ผมคิดว่าคุณน่าจะถามตัวเองเยอะๆว่าเล่น

ดนตรีแล้วมีความสุขไหม ฟังแล้วมีความสุขแค่ไหน ชอบในสิ่งที่ตัวเองทำรึเปล่า แล้วถ้าไม่ชอบจะทำไปทำไมล่ะ (ว้อย) แค่นั้นก็พอแล้ว

ไม่ใช่หรือครับ ?     

 รู้ไว้ใช่ว่า..

“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก”……………….คำพูดเก่าแก่

“อย่าเอาดนตรีมาทำให้การเรียนเสีย”……………. ตรัย ภูมิรัตน์

พูดไว้ในนิตยสารเล่มหนึ่ง (ถ้าจำผิดขอโทษพี่บอยด้วยครับ)

ว๋อม  : Chocolateship Biskit says:
พี่ โอม เวลาพี่โอม เศร้า เคยฟังเพลง เดิมซ้ำๆ ปะ
Right!(ผมเอง) says:
บ้างนะ

Right! (ผมเอง)says:
แต่พี่ไม่อินกะเพลงร้องอะ

ว๋อม  : Chocolateship Biskit says:
อืม  พี่อินกะ ดนตรี หย๋อ
Right! (ผมเอง)says:
จิงๆแล้วเวลาเศร้าอยากอยู่เงียบๆอะ
ว๋อม  : Chocolateship Biskit says:
ยิ่งฟังเพลงเศ้ราก้อยิ่งเศร้า
Right!(ผมเอง) says:
ป่าว
Right!(ผมเอง) says:
มันหนวกหู

ว๋อม  : Chocolateship Biskit says:
เง้อ

จาก msn

คำคมจากชื่อ msn ในlist ประจำเดือน

ได้แก่เพื่อนของเราชื่อเชอรี่   เจ๋งมากครับ

ผู้ดีใช้คำไพร่ ส่วนไพร่ใช้คำผู้ดี เช่นนายถามคนรับใช้ว่า”มึงเอาข้าวปลาให้แมวแดกแล้วหรือยัง” คนรับใช้ตอบว่า “ให้ทานแล้วเจ้าค่ะ” <สาบานได้ว่านี่เธอใช้เป็นชื่อ>   

hero

June 30, 2007

                                                                        hero

ผมเชื่อว่าการกระทำใดๆก็ตามของคนเรา มักจะมาจากแรงผลักดันภายในเสมอ

      ผมเองก็เหมือนกัน (เพราะเป็นทฤษฎีที่คิดเอง เลยยกเว้นตัวเองไม่ได้) ไม่ว่าจะเป็นความฝัน ความต้องการ

ที่มีอยู่ พอมองดูดีๆ แล้วก็พบว่ามันเป้นส่วนหนึ่งของความกระหายเนื่องจากความที่วัยเด็ก ไม่รู้สึกว่าได้รับสิ่งเหล่านั้นเพียงพอ

          ผม อยากเป็น hero ครับ อยากจะเป็นผู้ชายที่ดูเป็นที่พึ่งได้ เก่งทุกเรื่อง มีความรักที่มั่นคง อดทน ถ่อมตัว อะไรอย่างนั้น นอกจาก

นั้นแล้ว hero น่ะใครๆก็รัก ใครๆก็ต้องการ ซึ่งในที่สุดแล้วความพยายามของผมในการที่จะเป็นให้ได้ตามสิ่งที่ฝัน สรุปแล้วผมก็เป็นได้แค่

คนที่บ้าอวดตัว บ้าพลัง และเรียกร้องความสนใจ ที่ทำทุกอย่างเพียงเพื่อที่จะต้องการให้คนยอมรับถึงตัวตนของผมเท่านั้นเอง ดึงนั้นแล้ว

จึงพบว่ามันยากมากเลย ที่เราจะป็นคนที่ทุ่มเทเพื่ออะไรสักอย่างโดยไม่หวังอะไรตอบแทนทั้งสิ้น ดังนั้นก็ขอสดุดีคนเหล่านั้นไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะ

love is all you need.

June 30, 2007

ในโลกที่ดูเหมือนจะแคบลงทุกวัน ใจคนยังแคบอีก เราจะยังมีอะไรเหลืออยู่เพื่อยึดเหนี่ยวอีกล่ะ นอกจากความรัก

          รักคืออะไร ดูเหมือนว่าจะเป็นเวลานานแล้วที่เราพยายามจะนิยามมันออกมา  เราควรจะกำหนดความรักเป็นสากลรึเปล่านะ สิ่งที่ควรจะเรียกว่าความรักจะได้แบ่งแยก แยกแยะได้ง่ายๆ เพียงพอที่จะพูดได้ว่า “นี่ไงเธอรักฉัน” นี่ไง เธอไม่ได้รักฉัน”

หรือ ความรักของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ไม่อย่างงั้นมันไม่เป็นการง่ายเกินไปหรอกหรือที่จะบอกเอาเองว่าเรารักใคร หรือไม่รักใคร บางทีคนๆนึงอาจจะไม่เคยมีความรู้สึกอะไรเลยก็ได้ต่อที่เขาคบอยู่ แต่เขากลับพูดไปว่า รักของเราเป็นแบบนี้แหละ ได้แค่นี้….จริงๆ

ผมคิดว่ารักอย่างน้อยที่สุดวางอยู่บนรากฐานของความมั่นคง ความเสียสละ  ความเข้าใจ และการยอมรับ แล้วคุณละคิดว่าอย่างไร เราลองมาวางกรอบเกณฑ์คำนิยามของความรักด้วยกันดีไหมครับ?